วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

บันทึกครั้งที่ 5

Learning  ( เนื้อหาที่เรียน )

1.ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

Knowledge (ความรู้ที่ได้รับ) 

6. เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Children with Learning Disabilities) 
     เรียกย่อ ๆ ว่า L.D. (Learning Disability) เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้เฉพาะอย่าง ไม่นับรวมเด็กที่มีปัญหาเพียงเล็กน้อยทางการเรียน เด็กที่มีปัญหาเนื่องจากความพิการ หรือความบกพร่องทางร่างกาย 
*สาเหตุของ LD
     ความผิดปกติของการทำงานของสมองที่ไม่สามารถถอดรหัสตัวอักษรออกมาได้ (เชื่อมโยงภาพตัวอักษรเข้ากับเสียงไม่ได้)
**กรรมพันธุ์
1. ด้านการอ่าน (Reading Disorder)
   อ่านหนังสือช้า ต้องสะกดทีละคำอ่านออกเสียงไม่ชัด ออกเสียงผิด หรืออาจข้ามคำที่อ่านไม่ได้ไปเลยไม่เข้าใจเนื้อหาที่อ่าน หรือจับใจความสำคัญไม่ได้
**ลักษณะของเด็ก LD ด้านการอ่าน
-อ่านช้า อ่านคำต่อคำ ต้องสะกดคำจึงจะอ่านได้
-อ่านออกเสียงไม่ชัดเจน
-เดาคำเวลาอ่าน
-อ่านข้าม อ่านเพิ่มคำ อ่านผิดประโยคหรือผิดตำแหน่ง
-อ่านโดยไม่เน้นคำ หรือเน้นข้อความบางตอน
-ผันเสียงวรรณยุกต์ไม่ได้
-ไม่รู้ความหมายของเรื่องที่อ่าน
-เล่าเรื่องที่อ่านไม่ได้ จับใจความสำคัญไม่ได้

2. ด้านการเขียน (Writing Disorder)
-เขียนตัวหนังสือผิด สับสนเรื่องการม้วนหัวอักษร เช่น จาก ม เป็น น หรือจาก ภ เป็น ถ เป็นต้น
-เขียนตามการออกเสียง เช่น ประเภท เขียนเป็น ประเพด
-เขียนสลับ เช่น สถิติ เขียนเป็น สติถิ
**ลักษณะของเด็ก LD ด้านการเขียน
-ลากเส้นวนๆ ไม่รู้ว่าจะม้วนหัวเข้าในหรือออกนอก ขีดวนๆ ซ้ำๆ
-เรียงลำดับอักษรผิด เช่น สถิติ เป็น สติถิ
-เขียนพยัญชนะหรือตัวเลขสลับกัน  เช่น ม-น, ภ-ถ, ด-ค, พ-ผ, b-d, p-q, 6-9
-เขียนพยัญชนะ ก-ฮ ไม่ได้ แต่บอกให้เขียนเป็นตัวๆได้
-เขียนพยัญชนะ หรือ ตัวเลขกลับด้าน คล้ายมองจากกระจกเงา
-เขียนคำตามตัวสะกด เช่น เกษตร เป็น กะเสด

3. ด้านการคิดคำนวณ (Mathematic Disorder)
-ไม่เข้าใจเรื่องการทดเลขหรือการยืมเลขเวลาทำการบวกหรือลบ
-ไม่เข้าหลักเลขหน่วย สิบ ร้อย
-แก้โจทย์ปัญหาเลขไม่ได้
**ลักษณะของเด็ก LD ด้านการคำนวณ
-ไม่เข้าใจค่าของตัวเลขเช่นหลักหน่วยสิบร้อยพันหมื่นเป็นเท่าใด
-นับเลขไปข้างหน้าหรือถอยหลังไม่ได้
-คำนวณบวกลบคูณหารโดยการนับนิ้ว
-จำสูตรคูณไม่ได้
-เขียนเลขกลับกันเช่น13เป็น31
-ทดไม่เป็นหรือยืมไม่เป็น  ตีโจทย์เลขไม่ออก
-คำนวณเลขจากซ้ายไปขวาแทนที่จะทำจากขวาไปซ้าย  ไม่เข้าใจเรื่องเวลา

4. หลายๆ ด้านร่วมกัน
-อาการที่มักเกิดร่วมกับ LD แยกแยะขนาดสีและรูปร่างไม่ออก มีปัญหาความเข้าใจเกี่ยวกับเวลา
เขียน/อ่านตัวอักษรสลับซ้าย-ขวา
-งุ่มง่ามการประสานงานของกล้ามเนื้อไม่ดี  การประสานงานของสายตา-กล้ามเนื้อไม่ดี
-สมาธิไม่ดี (เด็ก LD ร้อยละ 15-20 มีสมาธิสั้น ADHD ร่วมด้วย)
-เขียนตามแบบไม่ค่อยได้ ทำงานช้า

7. ออทิสติก (Autistic) หรือ ออทิซึ่ม (Autism) 



-เด็กที่ไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น 
-ไม่สามารถเข้าใจคำพูด ความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่น 
-ไม่สามารถที่จะสื่อสารกับคนรอบข้างและสังคม 
-เด็กออทิสติกแต่ละคนจะมีเอกลักษณ์ของตนเอง
-ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต
**ลักษณะของเด็กออทิสติก 
-อยู่ในโลกของตนเอง
-ไม่เข้าไปหาใครเพื่อให้ปลอบใจ
-ไม่เข้าไปเล่นในกลุ่มเพื่อน 
-ไม่ยอมพูด
-เคลื่อนไหวแบบซ้ำๆ


เกณฑ์การวินิจฉัยออทิสติก องค์การอนามัยโลกและสมาคมจิตแพทย์อเมริก

*ความผิดปกติของปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างน้อย 2 ข้อ
-ไม่สามารถใช้ภาษาท่าทางสื่อสารทางสังคมกับบุคคลอื่น
-ไม่สามารถสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลให้เหมาะสมตามวัย
-ขาดความสามารถในการแสวงหาการมีกิจกรรม ความสนใจ และความสนุก สนานร่วมกับผู้อื่น
-ขาดทักษะการสื่อสารทางสังคมและทางอารมณ์กับบุคคลอื่น

**ความผิดปกติด้านการสื่อสารอย่างน้อย 1 ข้อ
-มีความล่าช้าหรือไม่มีการพัฒนาในด้านภาษาพูด
-ในรายที่สามารถพูดได้แล้วแต่ไม่สามารถที่จะเริ่มต้นบทสนทนาหรือโต้ตอบบทสนทนากับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม
-พูดซ้ำๆ หรือมีรูปแบบจำกัดในการใช้ภาษา เพื่อสื่อสารหรือส่งเสียงไม่เป็นภาษาอย่างไม่เหมาะสม
-ไม่สามารถเล่นสมมุติหรือเล่นลอกตามจินตนาการได้เหมาะสมกับระดับพัฒนาการ

***มีพฤติกรรม ความสนใจ และกิจกรรมที่ซ้ำๆ และจำกัด อย่างน้อย 1 ข้อ
-มีความสนใจที่ซ้ำๆ อย่างผิดปกติ
-มีกิจวัตรประจำวันหรือกฎเกณฑ์ที่ต้องทำโดยไม่สามารถยืดหยุ่นได้ ถึงแม้ว่ากิจวัตรหรือกฎเกณฑ์นั้นจะไม่มีประโยชน์
-มีการเคลื่อนไหวร่างกายซ้ำๆ
-สนใจเพียงบางส่วนของวัตถุ

****พฤติกรมการทำซ้ำ
นั่งเคาะโต๊ะ หรือโบกมือนานเป็นชั่วโมง
นั่งโยกหน้าโยกหลังเป็นเวลานาน
วิ่งเข้าห้องนี้ไปห้องโน้น
ไม่ยอมให้เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม

*****พบความผิดปกติอย่างน้อย 1 ด้าน (ก่อนอายุ 3 ขวบ)
ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
การใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมาย
การเล่นสมมติหรือการเล่นตามจินตนาการ

Skills ( ทักษะที่ได้ )

-ทักษะการตอบคำถาม
-ทักษะการวิเคราะห์

Teaching Techniques ( เทคนิคการสอน )

ใช้สื่อเหมาะสมกับเนื้อหา มีตัวอย่างที่สามารถมองเห็นได้ จากวิดีโอ จาก youtube 


Applications in Life ( การนำไปประยุกต์ใช้ )

ใช้เป็นความรู้เบื้องต้น เป็นข้อมูลพื้นฐาน ในการสังเกตเด็กในห้องเรียน ว่ามีอาการผิดปกติ หรือเข้าข่ายเด็กที่มีความต้องการพิเศษประเภทใด เพื่อที่จะส่ฃเสริมได้ถูกต้อง
   
Evaluation ( การประเมิน )

Teacher      แต่งกายสุภาพ เข้าสอนตรงเวลาใช้เทคนิคการนำเข้าสู่บทเรียนที่ดีและมีกิจกรรมผ่อน                           คลายให้กับนักศึกษา
students     แต่งกายสุภาพ ตั้งใจเรียน
classroom  สะอาด เเละเอื้ออำนวยต่อการทำกิจจกรรม

บันทึกครั้งที่ 4

Learning  ( เนื้อหาที่เรียน )

1.ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

Knowledge (ความรู้ที่ได้รับ) 

4. เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา (Children with Speech and Language Disorders )

       เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูด หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องซึ่งเกิดจากการพูดผิดปกติ ในด้านความชัดเจนในการปรับปรุงแต่งระดับและคุณภาพของเสียง จังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด
1. ความบกพร่องในด้านการปรุงเสียง (Articulator Disorders) 
-เสียงบางส่วนของคำขาดหายไป "ความ" เป็น "คาม"
-ออกเสียงของตัวอื่นแทนตัวที่ถูกต้อง "กิน" "จิน"  กวาด ฟาด
-เพิ่มเสียงที่ไม่ใช่เสียงที่ถูกต้องลงไปด้วย "หกล้ม" เป็น "หก-กะ-ล้ม"
-เสียงเพี้ยนหรือแปล่ง "แล้ว" เป็น "แล่ว"
2. ความบกพร่องของจังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด (speech Flow Disorders)
-พูดไม่ถูกตามลำดับขั้นตอน ไม่เป็นไปตามโครงสร้างของภาษา
-การเว้นวรรคตอนไม่ถูกต้อง  อัตราการพูดเร็วหรือช้าเกินไป   จังหวะของเสียงพูดผิดปกติ  เสียงพูดขาด    ความต่อเนื่อง สละสลวย
3. ความบกพร่องของเสียงพูด (Voice Disorders) 
ความบกพร่องของระดับเสียงเสียงดังหรือค่อยเกินไป คุณภาพของเสียงไม่ดี
       ความบกพร่องทางภาษา หมายถึง การขาดความสามารถที่จะเข้าใจความหมาย ของคำพูด และ/หรือไม่สามารถแสดงความคิดออกมาเป็นถ้อยคำได้
1. การพัฒนาการทางภาษาช้ากว่าวัย (Delayed Language) 
-มีความยากลำบากในการใช้ภาษา
-มีความผิดปกติของไวยากรณ์และโครงสร้างของประโยค ไม่สามารถสร้างประโยคได้
มีความบกพร่องทางเชาว์ปัญญา อารมณ์ สมองผิดปกติ ภาษาที่ใช้เป็นภาษาห้วน ๆ
2. ความผิดปกติทางการพูดและภาษาอันเนื่องมาจากพยาธิสภาพที่สมอง โดยทั่วไปเรียกว่า Dysphasia หรือ aphasia 
-อ่านไม่ออก (alexia) 
-เขียนไม่ได้ (agraphia) 
-สะกดคำไม่ได้
-ใช้ภาษาสับสนยุ่งเหยิง
-จำคำหรือประโยคไม่ได้
-ไม่เข้าใจคำสั่ง
**ลักษณะของเด็กบกพร่องทางการพูดและภาษา 
-ในวัยทารกมักเงียบผิดธรรมชาติ ร้องไห้เบา ๆ และอ่อนแรง 
-ไม่อ้อแอ้ภายในอายุ 10 เดือน 
-ไม่พูดภายในอายุ 2 ขวบ 
-หลัง 3 ขวบแล้วภาษาพูดของเด็กก็ยังฟังเข้าใจยาก 
-ออกเสียงตัวสะกดไม่ได้ 
-หลัง 5 ขวบ เด็กยังคงใช้ภาษาที่เป็นประโยคไม่สมบูรณ์ในระดับประถมศึกษา มีปัญหาในการสื่อความหมาย พูดตะกุกตะกัก ใช้ท่าทางในการสื่อความหมาย 

5. เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ (Children with Physical and Health Impairments) 
       เด็กที่มีอวัยวะไม่สมส่วน อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหายไป เจ็บป่วยเรื้อรังรุนแรง มีปัญหาทางระบบประสาท
มีความลำบากในการเคลื่อนไหว
*โรคลมชัก (Epilepsy)เป็นลักษณะอาการที่เกิดเนื่องมาจากความผิดปกติของระบบสมอง
1.การชักในช่วงเวลาสั้น ๆ (Petit Mal)
-อาการเหม่อนิ่งเป็นเวลา 5-10วินาที
-มีการกระพริบตาหรืออาจมีเคี้ยวปาก
-เมื่อเกิดอาการชักเด็กจะหยุดชะงักในท่าก่อนชัก 
-เด็กจะนั่งเฉย หรือเด็กอาจจะตัวสั่นเล็กน้อย
2.การชักแบบรุนแรง (Grand Mal)
เมื่อเกิดอาการชัก เด็กจะส่งเสียง หมดความรู้สึก ล้มลง กล้ามเนื้อเกร็ง เกิดขึ้นราว 2-5 นาที จากนั้นจะหาย และนอนหลับไปชั่วครู
3.อาการชักแบบ Partial Complex
-มีอาการประมาณไม่เกิน 3 นาที
-เหม่อนิ่ง 
-เหมือนรู้สึกตัวแต่ไม่รับรู้และไม่ตอบสนองต่อคำพูด
-หลังชักอาจจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ และต้องการนอนพัก
4.อาการไม่รู้สึกตัว (Focal Partial)
เป็นอาการที่เกิดขึ้นในระยะสั้น เด็กไม่รู้สึกตัว อาจทำอะไรบางอย่างโดยที่ตัวเองไม่รู้ เช่น ร้องเพลง ดึงเสื้อผ้า เดินเหม่อลอย แต่ไม่มีอาการชัก
5.ลมบ้าหมู (Grand Mal)
เมื่อเกิดอาการชักจะทำให้หมดสติ และหมดความรู้สึกในขณะชักกล้ามเนื้อเกร็งหรือแขนขากระตุก กัดฟัน กัดลิ้น 

ซี.พี. (Cerebral Palsy) 


     การเป็นอัมพาตเนื่องจากระบบประสาทสมองพิการ หรือเป็นผลมาจากสมองที่กำลังพัฒนาถูกทำลายก่อนคลอด ระหว่างคลอด หรือหลังคลอด การเคลื่อนไหว การพูด พัฒนาการล่าช้า เด็กซีพี มีความบกพร่องที่เกิดจากส่วนต่าง ๆ ของสมองแตกต่างกัน 
1.กลุ่มแข็งเกร็ง (spastic)
spastic hemiplegia อัมพาตครึ่งซีก
spastic diplegia อัมพาตครึ่งท่อนบน
spastic paraplegia อัมพาตครึ่งท่อนล่าง
spastic quadriplegia อัมพาตทั้งตัว
2.กลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเอง (athetoid , ataxia)
athetoid อาการขยุกขยิกช้า ๆ หรือเคลื่อนไหวเร็วๆที่เท้า แขน มือ หรือที่ใบหน้าของ เด็กบางรายอาจมีคอเอียง ปากเบี้ยวร่วมด้วย
ataxia มีความผิดปกติในการทรงตัวของร่างกาย กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน
3. กลุ่มอาการแบบผสม (Mixed) 
**กล้ามเนื้ออ่อนแรง (Muscular Distrophy) เกิดจากเส้นประสาทสมองที่ควบคุมกล้ามเนื้อส่วนนั้น ๆ เสื่อมสลายตัว 
**โรคทางระบบกระดูกกล้ามเนื้อ (Orthopedic) ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการแต่กำเนิด เช่น เท้าปุก (Club Foot) กระดูกข้อสะโพกเคลื่อน อัมพาตครึ่งท่อนเนื่องจากกระดูกไขสันหลังส่วนล่างไม่ติด (Spina Bifida)

โปลิโอ (Poliomyelitis) 


มีอาการกล้ามเนื้อลีบเล็ก แต่ไม่มีผลกระทบต่อสติปัญญายืนไม่ได้ หรืออาจปรับสภาพให้ยืนเดินได้ด้วยอุปกรณ์เสริม 

ลักษณะของเด็กบกพร่องทางร่างกายและสุขภา
-มีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว 
-ท่าเดินคล้ายกรรไกร
-เดินขากะเผลก หรืออึดอาดเชื่องช้า
-ไอเสียงแห้งบ่อย ๆ 
-มักบ่นเจ็บหน้าอก บ่นปวดหลัง 
-หน้าแดงง่าย มีสีเขียวจางบนแก้ม ริมฝีปากหรือปลายนิ้ว 
-หกล้มบ่อย ๆ
-หิวและกระหายน้าอย่างเกินกว่าเหตุ

Skills ( ทักษะที่ได้ )

-ทักษะการตอบคำถาม
-ทักษะการวิเคราะห์

Teaching Techniques ( เทคนิคการสอน )

ใช้สื่อเหมาะสมกับเนื้อหา มีตัวอย่างที่สามารถมองเห็นได้ จากวิดีโอ จาก youtube 


Applications in Life ( การนำไปประยุกต์ใช้ )

ใช้เป็นความรู้เบื้องต้น เป็นข้อมูลพื้นฐาน ในการสังเกตเด็กในห้องเรียน ว่ามีอาการผิดปกติ หรือเข้าข่ายเด็กที่มีความต้องการพิเศษประเภทใด
   
Evaluation ( การประเมิน )

Teacher      แต่งกายสุภาพ เข้าสอนตรงเวลาใช้เทคนิคการนำเข้าสู่บทเรียนที่ดีและมีกิจกรรมผ่อน                           คลายให้กับนักศึกษา
students     แต่งกายสุภาพ ตั้งใจเรียน
classroom  สะอาด เเละเอื้ออำนวยต่อการทำกิจจกรรม

บันทึกครั้งที่ 3

Learning  ( เนื้อหาที่เรียน )

1.ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

Knowledge (ความรู้ที่ได้รับ) 

ประเภทของเด็ดพิเศษแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ 

1. กลุ่มเด็กที่มีลักษณะทางความสามารถสูง 
มีความเป็นเลิศทางสติปัญญา เรียกโดยทั่ว ๆ ไปว่า “เด็กปัญญาเลิศ
**เด็กปัญญาเลิศ (Gifted Child)
เด็กที่มีความสามารถทางสติปัญญา 
-มีความถนัดเฉพาะทางสูงกว่าเด็กในวัยเดียวกัน
-ลักษณะของเด็กปัญญาเลิศ
-พัฒนาการทางร่างกายและจิตใจสูงกว่าเด็กในวัยเดียวกัน
-เรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย 
-อยากรู้อยากเห็นอย่างจริงจัง ชอบซักถาม 
-มีเหตุผลในการแก้ปัญหา  การใช้สามัญสำนึก
-จดจำได้รวดเร็วและแม่นยำ
**เด็กฉลาด
ตอบคำถาม  สนใจเรื่องที่ครูสอน  ชอบอยู่กับเด็กอายุเท่ากัน  ความจำดี เรียนรู้ง่ายและเร็ว เป็นผู้ฟังที่ดี  พอใจในผลงานของตน
**Gifted
ตั้งคำถาม เรียนรู้สิ่งที่สนใจ  ชอบอยู่กับผู้ใหญ่หรือเด็กที่โตกว่า อยากรู้อยากเห็น ชอบคาดคะเน  เบื่อง่าย  ชอบเล่า ติเตียนผลงานของตน 

2.  กลุ่มเด็กที่มีลักษณะทางความบกพร่อง 
เด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา 
เด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน 
เด็กที่บกพร่องทางการเห็น 
เด็กที่บกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ 
เด็กที่บกพร่องทางการพูดและภาษา 
เด็กที่บกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ 
เด็กที่บกพร่องทางการเรียนรู้ 
เด็กออทิสติก 
เด็กพิการซ้อน 

1. เด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา (Children with Intellectual Disabilities) 

           หมายถึง เด็กที่มีระดับสติปัญญา หรือเชาว์ปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยเมื่อเทียบเด็กในระดับอายุเดียวกัน 
มี 2 กลุ่ม คือ เด็กเรียนช้า และเด็กปัญญาอ่อน
1.1เด็กเรียนช้า 
- สามารถเรียนในชั้นเรียนปกติได้ 
- เด็กที่มีความสามารถในการเรียนล่าช้ากว่าเด็กปกติ
- มีความบกพร่องทางสติปัญญาเพียงเล็กน้อย 
- มีระดับสติปัญญา (IQ) ประมาณ 71-90 
1.2เด็กปัญญาอ่อน
-ระดับสติปัญญาต่ำ 
- พัฒนาการล่าช้าไม่เหมาะสมกับวัย 
- มีพฤติกรรมการปรับตนบกพร่อง
- อาการแสดงก่อนอายุ 18 
1.2.1เด็กปัญญาอ่อน
แบ่งตามระดับสติปัญญา (IQ) ได้ 4 กลุ่ม
1. เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนักมาก IQ ต่ำกว่า 20
- ไม่สามารถเรียนรู้ทักษะด้านต่าง ๆ ได้เลย 
- ต้องการเฉพาะการดูแลรักษาพยาบาลเท่านั้น
2. เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนัก IQ 20-34 
ไม่สามารถเรียนได้ ต้องการเฉพาะการฝึกหัดการช่วยเหลือตัวเองในกิจวัตรประจำวันเบื้องต้นง่าย ๆ
กลุ่มนี้เรียกโดยทั่วไปว่า C.M.R (Custodial Mental Retardation)
3. เด็กปัญญาอ่อนขนาดปานกลาง IQ 35-49
- พอที่จะฝึกอบรมและเรียนทักษะเบื้องต้นง่าย ๆ ได้ 
- สามารถฝึกอาชีพ หรือทำงานง่าย ๆ ที่ไม่ต้องใช้ความละเอียดลออได้ 
- เรียกโดยทั่วไปว่า T.M.R (Trainable Mentally Retarded) 
4. เด็กปัญญาอ่อนขนาดน้อย IQ 50-70 
เรียนในระดับประถมศึกษาได้ 
สามารถฝึกอาชีพและงานง่าย ๆ ได้ 
เรียกโดยทั่ว ๆ ไปว่า E.M.R (Educable Mentally Retarded) 


ดาวน์ซินโดรม Down Syndrome


อาการ

ศีรษะเล็กและแบน  คอสั้น 
หน้าแบน ดั้งจมูกแบน 
ตาเฉียงขึ้น ปากเล็ก 
ใบหูเล็กและอยู่ต่ำ รูหูส่วนนอกจะตีบกว่าปกติ
เพดานปากโค้งนูน ขากรรไกรบนไม่เจริญเติบโต 
ช่องปากแคบ ลิ้นยื่น ฟันขึ้นช้าและไม่เป็นระเบียบ 
มือแบนกว้าง นิ้วมือสั้น 
เส้นลายมือตัดขวาง นิ้วก้อยโค้งงอ 

2. เด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน (Children with Hearing Impaired ) 

       หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่อง หรือสูญเสียการได้ยิน เป็นเหตุให้การรับฟังเสียงต่าง ๆ ได้ไม่ชัดเจน 
มี 2 ประเภท คือ เด็กหูตึง และ เด็กหูหนวก 
**เด็กหูตึง
      หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยิน แต่สามารถรับข้อมูลได้ โดยใช้เครื่องช่วยฟัง จำแนกกลุ่มย่อยได้ 4 กลุ่ม
1. เด็กหูตึงระดับน้อย ได้ยินตั้งแต่ 26-40 dB  เด็กจะมีปัญหาในการรับฟังเสียงเบา ๆ เช่น เสียงกระซิบ หรือเสียงจากที่ไกล ๆ 
2. เด็กหูตึงระดับปานกลาง ได้ยินตั้งแต่ 41-55 dB  เด็กจะมีปัญหาในการรับฟังเสียงพูดคุยที่ดังในระดับปกติในระยะห่าง 3-5 ฟุต และไม่เห็นหน้าผู้พูด 
3. เด็กหูตึงระดับมาก ได้ยินตั้งแต่ 56-70 dB   เด็กจะมีปัญหาในการรับฟังและเข้าใจคำพูด 
4. เด็กหูตึงระดับรุนแรง ได้ยินตั้งแต่ 71-90 dB  เด็กจะมีปัญหาในการรับฟังเสียงและการเข้าใจคำพูดอย่างมาก ได้ยินเฉพาะเสียงที่ดังใกล้หูในระยะ 1 ฟุต  การพูดคุยด้วยต้องตะโกนหรือใช้เครื่องขยายเสียง  เด็กจะมีปัญหาในการแยกเสียง  
**เด็กหูหนวก
- เด็กที่สูญเสียการได้ยินมากถึงขนาดที่ทำให้หมดโอกาสที่จะเข้าใจภาษาพูดจากการได้ยิน  
- เครื่องช่วยฟังไม่สามารถช่วยได้  
- ไม่สามารถเข้าใจหรือใช้ภาษาพูดได้  
- ระดับการได้ยินตั้งแต่ 91 dB ขึ้นไป

3. เด็กที่บกพร่องทางการเห็น (Children with Visual Impairments)

- เด็กที่มองไม่เห็นหรือพอเห็นแสง เห็นเลือนราง มีความบกพร่องทางสายตาทั้งสองข้าง สามารถเห็นได้ไม่ถึง 1/10 ของคนสายตาปกติและ มีลานสายตากว้างไม่เกิน 30 องศา จำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ เด็กตาบอด และ เด็กตาบอดไม่สนิท 
**เด็กตาบอด
 - เด็กที่ไม่สามารถมองเห็นได้เลย หรือมองเห็นบ้าง  
- ต้องใช้ประสาทสัมผัสอื่นในการเรียนรู้  
- มีสายตาข้างดีมองเห็นได้ในระยะ 6/60 , 20/200 ลงมาจนถึงบอดสนิท
 - มีลานสายตาโดยเฉลี่ยอย่างสูงสุดแคบกว่า 5 องศา
**เด็กตาบอดไม่สนิท
- เด็กที่มีความบกพร่องทางสายตา  
- สามารถมองเห็นบ้างแต่ไม่เท่ากับเด็กปกติ  
- เมื่อทดสอบสายตาข้างดีจะอยู่ในระดับ 6/18, 20/60, 6/60, 20/200 หรือน้อยกว่านั้น 

 - มีลานสายตาโดยเฉลี่ยอย่างสูงสุดกว้างไม่เกิน 30 องศา 


      ลักษณะของเด็กบกพร่องทางการเห็น
เดินงุ่มง่าม ชนและสะดุดวัตถุ
มองเห็นสีผิดไปจากปกติ
มักบ่นว่าปวดศีรษะ คลื่นไส้ ตาลาย คันตา
ก้มศีรษะชิดกับงาน หรือของเล่นที่วางอยู่ตรงหน้า
เพ่งตา หรี่ตา หรือปิดตาข้างหนึ่ง เมื่อใช้สายตา
ตาและมือไม่สัมพันธ์กัน
มีความลำบากในการจำ และแยกแยะสิ่งที่เป็นรูปร่างทางเรขาคณิต

Skills ( ทักษะที่ได้ )

-ทักษะการตอบคำถาม
-ทักษะการวิเคราะห์

Teaching Techniques ( เทคนิคการสอน )

ใช้สื่อเหมาะสมกับเนื้อหา มีตัวอย่างที่สามารถมองเห็นได้ จากวิดีโอ จาก youtube 


Applications in Life ( การนำไปประยุกต์ใช้ )

ใช้เป็นความรู้เบื้องต้น เป็นข้อมูลพื้นฐาน ในการสังเกตเด็กในห้องเรียน ว่ามีอาการผิดปกติ หรือเข้าข่ายเด็กที่มีความต้องการพิเศษประเภทใด
   
Evaluation ( การประเมิน )

Teacher      แต่งกายสุภาพ เข้าสอนตรงเวลาใช้เทคนิคการนำเข้าสู่บทเรียนที่ดีและมีกิจกรรมผ่อน                           คลายให้กับนักศึกษา
students     แต่งกายสุภาพ ตั้งใจเรียน
classroom  สะอาด เเละเอื้ออำนวยต่อการทำกิจจกรรม

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2559

บันทึกครั้งที่ 2

Learning  ( เนื้อหาที่เรียน )


1.เด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ
-ความหมาย
-พฤติกรรมเเละพัฒนาการ
-สาเหตุการเกิดและปัจจัย
-แนวทางการวิจัย

2..กิจกรรมระหว่างพัก Gesell Drawing Test 

   
Knowledge (ความรู้ที่ได้รับ) 

เด็กพิเศษแบ่งได้สองความหมาย คือ
1.ทางการแพทย์ = เรียกเด็กพิการ
2.ทางการศึกษา  = เรียกเด็กที่มีความต้องการทางการศึกษาพิเศษ

พฤติกรรมและพีัฒนาการ
 
พฤติกรรมของเด็กพิเศษจะล่าช้ากว่าเด็กปกติ และอาจพบความบกพร่องเพียงด้านใดด้านหนึ่ง หรือหลายด้าน ซึ่งด้านหนึ่งอาจส่งผลกระทบต่อด้านอื่นๆให้ช้าด้วยก็ได้

ปัจจัยการเกิด
1.ชีวภาพ
2.สภาพแวดล้อมก่อนคลอด
3.การบวนการการคลอด
4.สภาพแวดล้อมหลังคลอด

สาเหตุการเกิด 
1.พันธุกรรม ได้แก่
   -เด็กดาวน์ซินโดรม 
   -Albinism (เด็กเผือก) 
   -Neurofibromatosis (ท้าวแสนปม)
   -ปากแหว่งเพดานโหว่
   -ธารัสซีเมีย
2.การติดเชื้อ เช่น ติดในครรภ์, เยื้อหุ้มสมองอักเสบ
3.ความผิดปกติของเมตาบอลิซึม  การเผาผลาญผิดปกติ ,ฮอร์โมนผิดปกติ
4.ภาวะเเทรกซ้อนระยะแรกเกิด
5.สารเคมี เช่น ตะกั่ว,แอลกอฮอล์,นิโคติน
6.การเลี้ยงดูไม่เหมาะสม

แนวทางการวิจัย
-การซักประวัติ
-การตรวจร่างกายโดยแพทย์
-ปฏิบัติการทางพิเศษของเเพทย์
-การประเมินพัฒนาการทั้งทางการและไม่เป็นทางการ

Skills ( ทักษะที่ได้ )

-ทักษะ

Teaching Techniques ( เทคนิคการสอน )

-Powerpoint  
-กิจกรรมทดสอบ ไอคิดของกีเซล ดรออิ้ง เทส  

Applications in Life ( การนำไปประยุกต์ใช้ )

ใช้เป็นความรู้เบื้องต้นในการสังเกตเด็กว่าเข้าข่ายเด็กพิเศษหรือไม่
   
Evaluation ( การประเมิน )

Teacher      แต่งกายสุภาพ เข้าสอนตรงเวลาใช้เทคนิคการนำเข้าสู่บทเรียนที่ดีและมีกิจกรรมผ่อน     คลายให้กับนักศึกษา
students     แต่งกายสุภาพ ตั้งใจเรียน
classroom  สะอาด เเละเอื้ออำนวยต่อการทำกิจจกรรม

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2559

บันทึกครั้งที่ 1

Learning  ( เนื้อหาที่เรียน )

-ทำแบบทดสอบความรู้เดิมเกี่ยวกับความต้องการสำหรับเด็กพิเศษ
-แจกใบป้ำการมาเรียน
    
Knowledge (ความรู้ที่ได้รับ) 

    



Skills ( ทักษะที่ได้ )
    -

Teaching Techniques ( เทคนิคการสอน )


    -แบบทดสอบก่อนเรียน


Applications in Life ( การนำไปประยุกต์ใช้ )

    -                      

Evaluation ( การประเมิน )

Teacher      แต่งกายสุภาพ เข้าสอนตรงเวลา
students     แต่งกายสุภาพ ตั้งใจเรียน
classroom  สะอาด เเละเอื้ออำนวยต่อการทำกิจจกรรม